ความสำคัญของข้าวไทย

ความสำคัญของข้าว

ความสำคัญของข้าวในวิถีชีวิตของคนไทยนั้นผูกพันธ์กันมานานนับแต่โบราณ จนถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันมีเครื่องไม้เครื่องมือช่วยในการทำนา ซึ่งมีความแตกต่างจากสมัยโบราณ ที่ใช้วัวหรือควายที่ใช้ในการไถนา และใช้แรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ บทบาทสำคัญของข้าว ในวิถีแห่งชีวิตคนไทยและคนในเอเชียนั้นมุ่งปลูกข้าวใช้เพื่อการปริโภค ใช้เพื่อการแลกเปลี่ยนกับปัจจัยอื่นๆ ที่่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเช่น เสื้อผ้า ยารักษาโรค หรืออาหารประเภทอื่นๆ

ในปัจจุบันการทำนาข้าวเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไปจากเดิม จากการแลกเปลี่ยน เป็นการค้าขายมากขึ้น ใช้เทคโนโลยี่สมัยใหม่มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เร็วที่สุดและมากที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึงระบบนิเวศ

คนไทยปริโภคข้าวอย่างมีระเบียบวิธี และมีลักษณะเฉพาะ เช่น กระบวนการแปลรูปข้าวเพื่อการปริโภค โดยการให้ข้าวสุกด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหุงต้ม การนึ่ง การหลาม เป็นเหตุให้การใช้ภาชนะที่แตกต่างกัน รวมถึงการประกอบอาหารที่ใช้รับประทานคู่กับข้าว ก็ได้รับการเอาใจใส่ คิดค้น จึงเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ควบคู่กัน

ข้าวถูกนำไปใช้ในวัฒนธรรมด้านภาษาโดยเป็นสำนวนเปรียบเทียบ คำพังเพย หรือสุภาษิตต่างๆ เช่น ข้าวใหม่ปลามัน ข้าวแดงแกงร้อน ทำนาบนหลังคน ข้าวนอกนา และอีกมากมาย

ข้าวมีความสำคัญในการกำหนดศักดินา เช่น ในสมัยสุโขทัย มีการกำหนดที่นาและไพร่ให้เสนาบดีขุนนาง ตามความสามารถในการบุกเบิกที่ดินทำมาหากิน มีการจัดตั้งกรมนาขึ้นเพื่อรับผิดชอบด้านการเกษตรโดยตรง ต่อมากลายเป็นกระทรวงพานิชการในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบัน

ข้าวในวิถีชีวิตของคนไทยนั้นผูกพันธ์กันมาช้านาน ก่อให้เกิดวัฒนธรรม ขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาชนะ อาหาร พิธีกรรมต่างๆ ซึ่งนับว่าข้าวมีจิตวิญญาณในการดำรงชีวิตตามวิถีไทย เครื่องไม้ เครื่องมือต่างๆ ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม มีความเชื่อในด้านพิธีกรรม ในการทำนาครั้งแรกในบางพื้นที่ยังมีพิธีกรรม ตามความเชื่อดั้งเดิม

พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้าว
พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นการรวมพระราชพิธี 2 พิธีเข้าด้วยกันคือ “พระราชพิธีพืชมงคล” เป็นพิธีสงฆ์ จัดขึ้นเป็นการทำขวัญเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ข้าวเปลือก พิธีหลวง

พระราชพิธีพิรุณศาสตร์
พระราชพิธีพิรุณศาสตร์เป็นพิธีขอฝนที่เป็นพระราชพิธี เพื่อขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้ฝนฟ้าตกลงมาเพื่อประโยชน์ในการทำเกษตรกรรม คนไทยมีความเชื่อเกี่ยวกับความวิปริตของธรรมชาติเชื่อมโยงกับผู้ปกครองด้วย ดังนั้นการขอฝนจึงเป็นหน้าที่

พระราชพิธีภัทรบท
พิธีภัทรบท เป็นราชพิธีที่ทำกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ทำในกลางเดือนสิบ เป็นพิธีลอยบาปของพราหมณ์ เพื่อการชำระบาปของพราหมณ์ให้บริสุทธิ์ ก่อนรับข้าวมธุปายาสหรือก่อนทำการพระราชพิธีสารทในปลายเดือนสิบ ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบ
พระราชพิธีอาศยุช พระราชพิธีอาศยุช คือการแข่งเรือของพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อเสี่ยงทาย ในช่วงเวลาเดือนสิบเอ็ด ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นช่วงเวลาปลายพรรษา ที่ยังมีฝนตกต่อเนื่องอาจเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นได้ และในขณะนั้นเป็นเวลาที่รวงข้าวเริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองอ่อนๆ เ พิธีหลวง

พระราชพิธีไล่เรือ
เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก เกิดน้ำท่วมไร่นา จนไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ คนในสมัยก่อนซึ่งเป็นชุมชนกสิกรรมจะมีการทำพิธีกรรมให้น้ำลด เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ มีหลักฐานปรากฏให้เห็นในกฎมณเฑียรบาลเรียกพิธีนี้ว่าไล่เรือ
พระราชพิธีเฉวียนพระโคกินเลี้ยง พระราชพิธีเฉวียนพระโคกินเลี้ยง เป็นพระราชพิธีที่ทำในเดือนยี่ แต่เลิกเสียนานแล้ว ดังหลักฐานในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือ นางนพมาศบันทึกไว้ว่า “เดือนยี่ ถึงการพระราชพิธีบุษยาภิเษกเถลิงพระโค พิธีหลวง
พระราชพิธีธานยเทาะห์
ในสมัยโบราณ การจัดการกับตอ หรือซัง หรือฟางข้าว เป็นเรื่องที่สำคัญและเชื่อว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งผลถึงความมั่นคงของชีวิตในอนาคตด้วย ว่าข้าวที่เพาะปลูกในปีต่อไปจะเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์มากน้อยอย่างไร ขึ้นพิธีหลวง
พิธีเลี้ยงผีขุนน้ำ ขุนน้ำ คือแหล่งกำเนิดของลำน้ำแต่ละสาย อาจเป็นดงไม้ขนาดใหญ่ หนองน้ำ หรือท้องดอยใต้เขา ขุนน้ำมักเป็นแหล่งไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อน้ำจากแต่ละขุนน้ำไหลไปสมทบกัน ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นกลายเป็นลำน้ำขนาดใหญ่  พิธีราษฎร์
พิธีสู่ขวัญข้าว
พิธีสู่ขวัญข้าว หรือ เอาขวัญข้าว เป็นการบอกกล่าวก่อนที่จะทำการตี หรือนวดข้าวบางแห่งก็ทำหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อยก่อนจะเอาขึ้นหลอง(ยุ้งฉาง) ถือเป็นการอันเชิญขวัญข้าวมาสู่ยุ้งฉาง บางแห่งจะทำหลังการเก็บ
พิธีราษฎร์
พิธีสู่ขวัญควาย พิธีสู่ขวัญควาย หรือ ฮ้องขวัญควาย เป็นพิธีที่ทำกัน เมื่อเสร็จจากการปลูกข้าวแล้ว เป็นการเตือนใจให้ระลึกถึงบุญคุณของควายที่ได้ให้แรงงานไถนาให้คนสามารถปลูกข้าวได้ ซึ่งบางครั้งอาจ พิธีราษฎร์

“ข้าว” เป็นอาหารหลักของคนไทยมาช้านานแล้ว เชื่อกันว่าเริ่มปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) โดยประเทศไทยเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออก และไม่ได้รับอิทธิพลมาจากที่ใด เห็นได้จากหลักฐานทางโบราณคดีที่ตำบลบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งพบซากของเมล็ดข้าวโรยอยู่รอบๆ โครงกระดูกที่มีอายุราว 5,600 ปี นอกจากนี้ยังพบเมล็ดข้าวที่ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่แสดงให้เห็นว่ามีการปลูกข้าวบริเวณนี้มานานกว่า 5,400 ปีมาแล้ว
ในระยะแรกเริ่มของการปลูกข้าว สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการปลูก “แบบเลื่อนลอย” คือในแต่ละปีหรือสองปี จะมีการปลูกข้าโดยอาศัยน้ำจากธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของดินที่เหมาะสม โดยใช้เมล็ดข้าวหว่านลงไปในดิน เมื่อปลูกได้ปี หรือสองปีก็ย้ายที่ปลูกใหม่ไปเรื่อยๆ เนื่องจากดินจะขาดความอุดมสมบูรณ์ เป็นเช่นนี้วนเวียนไปรอบๆ ที่อยู่อาศัย
หลังจากนั้นประมาณ 3,600 – 2,500 ปีมาแล้ว ได้มีการพัฒนาด้านเครื่องมือเครื่องใช้ และรู้จักใช้แรงงานสัตว์ในการไถพรวน โดยเปลี่ยนมาสู่ “ระบบทดน้ำ” ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าระยะแรก ซึ่งพบหลักฐานประเภทเครื่องเกี่ยว คล้ายเคียว หรือขอเกี่ยวในการเก็บข้าว

ต่อมาประมาณ 3,000 – 2,300 ปีมาแล้ว มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านเชียงรู้จักการ “ดำนา” ปลูกข้าวแล้ว เพราะพบหลักฐานรูปปั้นควายและโครงกระดูกสัตว์ที่ใช้เป็นแรงงาน นอกจากนี้ยังมีภาพเขียนสีบนผนังหิน บริเวณผาหมอนน้อย ตำบลห้วยไผ่ จังหวัดอุบลราชธานี แสดงการเพาะปลูกธัญพืชชนิดหนึ่ง ดูเหมือนข้าวแบบนาเมือง ลักษณะของต้นข้าวเขียนง่ายๆ ด้วยสีแดงขีดเรียงเป็นกอๆ อย่างเป็นระเบียบ

ซึ่งรูปลักษณ์ และความนิยมของข้าวในแต่ละพุทธศตวรรษ ก็มีลักษณะเปลี่ยนไป เช่น ในพุทธศตวรรษที่ 16 มีข้าวเมล็ดป้อมมาก รองลงมาเป็นข้าวเมล็ดใหญ่ ในพุทธศตวรรษที่ 16 – 20 ยังมีข้าวเมล็ดป้อมอยู่ แต่ข้าวเมล็ดเรียวกลับมีการปลูกมากขึ้นทั่วประเทศ ส่วนข้าวเมล็ดใหญ่ก็มีจำนวนลดลง ในพุทธศตวรรษที่ 20 – 24 เป็นต้นมา ข้าวเมล็ดเรียวเป็นที่นิยมปลูกในภาคกลาง ส่วนข้าวเมล็ดป้อมและเมล็ดใหญ่กลับปลูกกันเฉพาะในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ

ในสมัยโบราณนั้น คำว่า “ข้าว” เรียกว่า “เข้า” บางสำเนียงท้องถิ่นชาวอีสานก็ออกเสียงว่า “เค้า” หรือ “เข่า” ซึ่งตามหลักฐานทางวัฒนธรรมนั้น ข้าวเหนียวหรือข้าวนึ่ง เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเก่าแก่ของคนไทย แต่ข้าวเจ้าเป็นพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศ ที่ชนชั้นสูงรับเข้ามาเพื่อปลูกบริโภคในภายหลัง จนเป็นที่นิยมมากกว่าข้าวเหนียวในปัจจุบัน

ข้าวผูกพันกับคนไทยอย่างลึกซึ้งและยาวนาน จนมีวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อหลายอย่างตกทอดมาถึงทุกวันนี้ อาทิ ความเชื่อเรื่อง “พระแม่โพสพ” ที่ชาวนาเชื่อกันว่าเป็นเทพธิดาที่ปกปักษ์รักษาข้าว การเคารพบูชาจะทำให้ผลิตผลอุดมสมบูรณ์ มีการทำพิธี “แห่นางแมว” หรือ “บุญบั้งไฟ” เพื่อขอให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล มีประเพณี
“ลงแขกเกี่ยวข้าว” ที่แสดงถึงความสามัคคี ความมีน้ำใจ ร่วมแรงช่วยเหลือกันทั้งหมู่บ้าน เพื่อผลัดกันเก็บเกี่ยวข้าวให้ทันฤดูกาล ทำให้มีการละเล่น ร้องรำต่างๆ เกิดขึ้น เช่น เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นกำรำเคียว เพลงสงฟาง เพลงชักกระดาน หรือการเล่นโยนครกโยนสาก และการเล่นลูกช่วง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีภูมิปัญญาของคนไทยที่เกี่ยวข้องกับข้าวจำนวนมาก อาทิ พันธุ์ข้าว ซึ่งมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง เช่น พันธุ์ข้าวเบา ข้าวกลาง ข้าวหนัก ข้าวไร่ ข้าวขึ้นน้ำ ข้าวเหนียวดำ ข้าวแดง เป็นต้น เหล่านี้ล้วนถูกคัดเลือกเองจากชาวนาทั้งสิ้น ฉางข้าว ในภาคต่างๆ ก็จะมีความแตกต่างกันไปตามชนิดของวัสดุในท้องถิ่น เช่น ฉางขี้ควายผสมโคลนและฟาง ฉางไม้ไผ่ขัดแตะ ฉางไม้ ฉางไม้สัก ฉางสังกะสี ไถ ทำด้วยไม้เกือบทั้งคัน ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยเหล็ก และรถไถ ระหัดวิดน้ำ และกังหันน้ำ ของดั้งเดิมทำด้วยไม้และวัสดุท้องถิ่นทั้งสิ้น แต่ถูกแทนที่ด้วยเครื่องสูบน้ำเกือบหมดแล้ว โม่ และครกตำข้าว ใช้สำหรับสีข้าว ฝาย หรือทำนบ ทำด้วยไม้ ดิน หิน และวัสดุท้องถิ่น และแรงงานจากการ
ลงแขกของคนในหมู่บ้าน