ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้

ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้

ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้

ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้
ข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้

ตามความเชื่อของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวอีสานที่เคยเชื่อกันว่า “การขายข้าวเป็นบาป” เพราะข้าวเป็นของสูง การทำนาจึงทำเพื่อเลี้ยงชีวิตให้ชาวบ้านหรือแบ่งปันเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่เมื่อโลกได้เปลี่ยนไป การทำนาในวันนี้เป็นเหมือนอุตสาหกรรมที่เป็นหน้าตาของประเทศ ทำให้พื้นที่ของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” กว่า 2 ล้านไร่ใน 5 จังหวัด ตั้งแต่ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม และยโสธร ที่จากเดิมเคยถูกมองว่าทุรกันดาร บัดนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็น “แหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในประเทศไทย” ที่ได้รับการยอมรับจากกรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรจนสร้างรายได้ให้ประเทศกว่าเจ็ดพันล้านบาทต่อปี

หลังจากปี 2518 พื้นที่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับการปฏิรูปและจัดสรรให้พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือของรัฐบาลไทย-ออสเตรเลีย ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นทุ่งโล่งกว้างแห้งแล้งกลับดูมีชีวิตชีวาในสายตาผู้พบเห็น ตามมาด้วยการเกิดขึ้นของพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ทางศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวได้เริ่มนำสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิมาให้เกษตรกรในทุ่งกุลาร้องไห้ทดลองปลูก จนค้นพบว่าดินที่นี่เหมาะสำหรับการปลูกข้าวหอมมะลิที่สุด เนื่องจากเป็นดินร่วนปนทรายและมีความเค็มในระดับที่ข้าวหอมมะลิต้องการ ผลผลิตข้าวหอมมะลิจากที่นี่จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้บริโภคไม่ว่าจะในหรือต่างประเทศ “เพราะมีพื้นที่เยอะมาก ถ้างดทำนาแล้วหันมาปลูกอย่างอื่นก็ไม่ขึ้น ข้าวโพดสำหรับเลี้ยงสัตว์ก็ปลูกไม่ได้ เพราะดินช่วงหน้าแล้งจะกระด้าง ปลูกได้อย่างเดียวคือข้าว แต่ก่อนก็ปลูกแต่ข้าวพันธุ์เดิมๆ พอมีข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และ กข 15 นี่จึงเป็นความหวังเดียว” นี่คือเสียงบอกเล่าของคุณประยุทธ หงษ์ทอง ผู้บริหารโครงการคลัสเตอร์ กลุ่มข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้

หากพื้นที่ที่ถูกยกฐานะให้เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดแห่งนี้ต้องอยู่กับการทำนาไปอีกนานเท่านานจริงๆ คำถามที่เกิดขึ้นคือแล้วจะทำอย่างไรให้ชาวนาอยู่รอดได้ด้วยรอยยิ้มและมอนาคตที่ดีบนพื้นที่ทำกินที่เป็นบ้านเกิดของตัวเอง “โครงการสืบสานวัฒนธรรมแก้วิกฤตข้าวอินทรีย์ไร้สารเคมี” ที่สถาบันถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้คิดค้นการปลูกข้าวแบบอินทรีย์ที่ใช้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 1 กิโลกรัม ให้ปลูกได้ 1 ไร่ และใช้ปุ๋ยจากน้ำซาวข้าวผสมน้ำเชื้อจุลินทรีย์หมักจนเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ 1,000 กิโลกรัม อาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ แต่ต้นแบบการทำนานี้เกิดขึ้นจริงแล้วที่อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยเป็นการจับมือร่วมกันทำงานในพื้นที่ของสามจังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และศรีสะเกษ “ปีนี้เริ่มเปิดให้ชาวบ้านที่สมัครใจอยากทดลองปลูกข้าวอินทรีย์ของโครงการได้ลองทำคนละ 1-2 ไร่ เป้าหมายคือ 3,000 ไร่ในสามจังหวัด และรอดูผล ถ้าสำเร็จ ต้นทุนจะลดทันที สารเคมีไม่ต้องใช้ ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แต่จะหวังในเชิงพาณิชย์ก็ยังทำไม่ได้ แต่ในการบริโภคเพื่อสุขภาพอันนี้ทำได้” คุณประยุทธกล่าว และโครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพระยูไลไภษัชย์สงเคราะห์ที่จะรับซื้อข้าวอินทรีย์จากเกษตรกรเพื่อนำไปให้ผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้บริโภคต่อไป